Emotion Tokyo (Stepping around Tokyo) Part1


ฉันชอบความวุ่นวายสับสนใน โตเกียว แม้ในความเป็นจริงแล้ว หากได้สัมผัสชีวิตผู้คนอย่างใกล้ชิด ฉันกลับชื่นชอบชาวโอซาก้าที่แสนจะโล้งเล้งมากกว่าคนโตเกียวที่สงบเสงี่ยมไว้ตัวเสียอีก

Japan tokyo Asia

Emotion Tokyo (Stepping around Tokyo) Part 1

                 ฉันชอบความวุ่นวายสับสนใน โตเกียว แม้ในความเป็นจริงแล้ว หากได้สัมผัสชีวิตผู้คนอย่างใกล้ชิด ฉันกลับชื่นชอบชาวโอซาก้าที่แสนจะโล้งเล้งมากกว่าคนโตเกียวที่สงบเสงี่ยมไว้ตัวเสียอีก ว่ากันว่าคนโตเกียวเหมือนหุ่นยนต์ แม้ปากปราศรัย แต่น้ำใจเชือดคอ ในขณะที่คนสไตล์โอซาก้านั้นพูดจาขวานผ่าซาก กลับเป็นมิตรและจริงใจต่อเรามากกว่า แต่ยังไงก็เถอะ ฉันจะไปแคร์อะไรมากล่ะ ในเมื่อฉันเป็นแค่คนผ่านมา แค่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ฟังภาษาญี่ปุ่นแทบจะไม่ออกด้วยซ้ำ เพราะผู้คนกับเมือง แม้จะมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกันอยู่ แต่เมืองโตเกียวก็มีหลากอารมณ์ให้รู้สึกสนุกสนานโล้งเล้งได้ไม่แพ้โอซาก้าสักนิด

 

     

                

                      ถึงคลื่นมนุษย์ในเมืองใหญ่จะดูอึมครึม เย็นชา ไร้สีสันไปบ้าง โดยเฉพาะยามเช้าและเย็นที่เดินกันขวักไขว่ราวกับโปรแกรมที่ตั้งไว้ก็ตามเถอะ แต่ฉันเชื่อว่า ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน หรืออาจจะสาม สี่ ห้า ด้านเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับมหานครแห่งนี้ ภาพที่ผู้คนเดินกันให้ปวดหัวตาลายในทุกเช้า อีกมุมหนึ่งฉันกลับมองว่า สิ่งเหล่านี้มันช่วยให้การเริ่มต้นเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างฉันดูสนุก คึกคักขึ้นอักโข  ทริปนี้ฉันเลือกใช้เวลาแค่ 5 วันกับการมาประเทศญี่ปุ่น แต่เป็น 5 วันเต็มสำหรับโตเกียวและเส้นทางเที่ยวใกล้ๆไม่ต้องย้ายที่นอนให้เหนื่อย ตั้งหลักกันที่โตเกียว ตื่นให้เช้าสักหน่อย รอให้ผู้คนเข้าไปทำงานกันจนบางตา ฉันก็จะเริ่มต้นขึ้นรถไฟออกไปย่ำเท้าดูว่า โตเกียวและรอบๆเมืองนี้มีอะไรดีๆรออยู่บ้าง 

               

                 ย่านที่ฉันพักอยู่ในบริเวณ Kanda ใกล้ๆกับย่านดังอย่าง Akihabara  แถวนี้ผู้คนไม่พลุกพล่าน แต่ก็ไม่เงียบเหงาขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินก็เดินไปโรงแรมได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น หรือถ้าเดินไปอีกประมาณ 5 นาทีจะเจอสถานีรถไฟ JR (กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น) ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า และร้านอาหาร เรียกว่าเพลิดเพลินได้ในทุกเช้าก่อนไปเที่ยวหรือค่ำคืนหลังจากตะลุยมาแล้วทั้งวัน  ฉันยังสามารถแวะเดินทอดน่องสำรวจชีวิตหนุ่มสาวออฟฟิศยามดึกได้อย่างสนุกสนานไม่น้อยเลย

 

 

Day 1 : 'Kawagoe’  Little Edo

                

                     เช้าวันแรกในโตเกียว สำหรับปลายเดือนมกราคม ซึ่งถือว่าเป็นกลางฤดูหนาวที่เข้มข้นไม่น้อย เพราะนอกเมืองหลายๆพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนแทบทั้งสิ้น แต่สำหรับโตเกียวเช้านี้ ฉันกลับรู้สึกว่าอุ่นกว่าที่เตรียมตัวไว้เสียอีก อาจจะเพราะฉันได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในห้องที่แสนอบอุ่นมาแล้วก็เป็นได้ เช้านี้จึงรู้สึกว่าพร้อมมากสำหรับการเผชิญลมหนาว เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคนอกเมืองโตเกียว แต่นอกเมืองที่ว่า ใช้เวลาเพียงแค่ 30-50 นาที เท่านั้นนะ จากสถานี Shinjuku ขึ้นรถไฟ JR Yamanote Line ลงสถานี Ikebukuro และเปลี่ยนเป็นรถไฟ Tobu Tojo Line เพียง 630 yen  อึดใจเดียวก็เหมือนได้นั่งไทม์แมนชีนย้อนไปไกลถึงสมัยเอโดะเลยทีเดียวล่ะ (สมัยเอโดะคือราวปีค.ศ.1600-1868) 

 

 

   

               

 

                   ฉายาลิตเติ้ลเอโดะของเมืองคาวาโกเอะ ได้รับมาเพราะการอนุรักษ์ทุกสิ่งในเมือง ให้คงเดิมไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหอนาฬิกาสุดคลาสสิคสัญลักษณ์ของเมือง  โกดังของพ่อค้าสมัยเอโดะที่นำมาประยุกต์ทำเป็นร้านค้า ถนนหนทางในแบบดั้งเดิม ร้านขายขนมและลูกกวาดที่ขึ้นชื่อ ไปจนถึงผู้คนที่แสนจะมีชีวิตสโลวไลฟ์ได้ใจนักท่องเที่ยวไม่น้อย  สถานีรถไฟ Kawagoe คือจุดเริ่มต้นการเดินทางสำรวจเมืองแห่งนี้ เดินออกมาด้านนอกจะมีรถบัสนำเที่ยวสไตล์ลิตเติ้ลเอโดะรออยู่ เพียงซื้อตั๋วเหมาจ่าย 1 วัน 500 yen รถบัสน่ารักคันนี้จะพาคุณไปยังจุดหมายปลายทางสำคัญๆ เรียกว่าไฮไลท์ของเมืองมีตรงไหน บัสคันนี้พาคุณไปได้ทุกที่ แต่ถ้าอยากเดินเล่นเพื่อจะแวะชมเมืองไปเรื่อยๆก็น่าสนใจไม่น้อยนะคะ จุดเด่นๆที่เห็นได้ตลอดทางคือ การอนุรักษ์โกดังแบบดั้งเดิมของพ่อค้าสมัยนั้นเอาไว้เพื่อนำมาทำเป็นร้านค้า ,หอระฆัง หอคอยบอกเวลาที่เก่าแก่ของเมือง ซึ่งยังคงส่งเสียงบอกเตือนอย่างแม่นยำอยู่ในทุกๆวัน  ร้านขนมอร่อยๆที่เยอะเสียจนแวะกันไม่ไหว ฉันว่าคาวาโกเอะมีเสน่ห์ของวัฒนธรรมเอโดะสอดแทรกอยู่ในทุกมุมของเมืองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นวัด ศาลเจ้าที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาหารการกิน รวมไปถึงตลาดนัด ซึ่งมันคือสิ่งที่สนุกที่สุดของเราในวันนี้

 

                   

                   

                       

                      ทุกวันที่ 28 ของเดือน ทางเมืองคาวาโกเอะจะจัดตลาดนัด หรือ Flea Market ขึ้นมาในบริเวณศาลเจ้า Narita –san Betsu-in โดยรอบไปจนถึงด้านในสุดมีร้านค้าราว 100 ร้านตั้งเรียงรายแน่นขนัด แต่ละร้านจะมีสินค้าที่แตกต่างกันไป เสน่ห์ที่น่าเดินเล่นที่สุดของที่นี่คือสิ่งของที่นำมาจำหน่าย ส่วนใหญ่เป็นสินค้ามือสองที่มีทั้งของแต่งบ้าน อุปกรณ์ทำครัว ทำสวน ชุดกิโมโน ตุ๊กตาตาโตแสนหวานที่โด่งดังสุดๆในอดีต  หนังสือหลากหลายรูปแบบ จานชามโบราณ กล้องถ่ายรูป กล่องใส่ของกระจุกกระจิก ร่ม หมวก รองเท้า และอีกสารพัดที่ไม่สามารถเล่าได้หมด เดินเล่นไปรอบๆศาลเจ้า หากไม่เร่งรีบและคุณชอบแวะไปเสียทุกร้าน  เชื่อเถอะว่าครึ่งวันสำหรับ Flea Market แห่งนี้ อาจจะไม่พอก็ได้นะ

 

  

                

                     

                       ถัดมาอีกหน่อยจะเป็นถนนสายค้าขายหลักอีกเส้น ที่นี่มี โทคิ-โนะ-คาเนะ หรือ หอระฆังขนาดใหญ่ตั้งเป็นจุดนัดพบให้เรากับเมืองคาวาโกเอะแห่งนี้ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ยังคงบอกเวลาอยู่จนถึงปัจจุบัน ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไพเราะเช่นเดิม จากจุดนี้เดินตรงไปแยกซ้ายขวาได้ตามสะดวก มีร้านค้า ร้านอาหารและขนมหวาน ซึ่งขึ้นชื่อที่สุดของเมืองนี้ต้องยกให้ ‘มันหวาน’ ที่หอมอร่อย แปรรูปเป็นขนมชนิดต่างๆ น่าหยิบจับไปเสียหมด ของที่ระลึก ร้านขายมีด ดาบไปจนถึง สตูดิโอจิบลิ ขนาดพอดีๆที่รวบรวมเรื่องราวในโลกแห่งความฝันของเด็กๆเอาไว้  อยู่ที่คาวาโกเอะเพียง 1 วัน เหมือนได้เดินทางย้อนไปมาระหว่างโลกปัจจุบันและอดีตได้อย่างลื่นไหล ทุกอย่างดูลงตัว ทุกสิ่งตั้งอยู่ในจุดที่เหมาะที่ควรไปเสียหมด ฉันเดินเล่นอย่างไม่รู้จักเหนื่อย จนแทบตกใจเมื่อมารู้อีกทีว่า หนึ่งวันแรกของฉันหมดเสียแล้ว

 

 

Day 2 Tokyo Hipster

           

                    สำหรับย่าน Daikanyama ในโตเกียว เค้าว่ากันว่า ฮิปสเตอร์ทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และนักท่องเที่ยวที่อยากหาความสงบไปกับการสโลว์ไลฟ์มักจะนิยมไปกัน กิจกรรมหลักๆวันนี้ฉันจึงตั้งเป้าไปที่การเดินชมวิถีชีวิตของคนย่านนี้ เที่ยวชมร้านค้า หากาแฟหอมๆไว้ดื่มแก้หนาว อาจเป็นเพราะย่านนี้มีบ้านของชาวต่างชาติอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก รวมไปถึงสถานฑูตเดนมาร์ค ผู้คนจึงไม่พลุ่กพล่านมากนัก เมื่อฉันมาถึงบรรยากาศที่นี่ดูแตกต่างจากย่านชิบูย่าที่เพิ่งจากมา (วิธีมาคือเริ่มต้นที่สถานี Shibuya นั่งมาเพียง 1 สถานีเท่านั้น )  ร้านค้าย่านนี้พร้อมใจกันปรับโฉมบ้าน หรือร้านของตัวเองเป็นสไตล์โมเดิร์นอาร์ต  ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝั่งตะวันตก ท่ามกลางกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกที่ยังคงฝังรากลึกของชาวญี่ปุ่น ความกลมกลืนที่สุดน่าจะเป็นการผสมทุกสิ่งที่แสนคลาสสิคอย่างอาคารบ้านเรือน ไปกับภาพวาดเก๋ๆ และประติมากรรมแนวโมเดิร์นให้มารวมกันได้อย่างกลมกล่อม

 

               

                 

                      ย่านเล็กๆน่ารักนี้มีถนนเพียง 3 เส้นหลักๆ เดินเที่ยวได้ง่าย ไม่มีหลง เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟ อะไรๆก็ดูน่ามองไปเสียหมด ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากซ้าย หรือขวาเชื่อเถอะว่าสองข้างทางตรงหน้า คุณสามารถจะหลุดเข้าไปอยู่ในร้านใดร้านหนึ่งได้นานเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ทั้งร้านเสื้อผ้า แฟชั่น กระเป๋า แบรนด์ดังๆที่เราคุ้นตา หรือจะเป็นแบรนด์ของคนท้องถิ่นเองก็น่าสนใจไม่น้อย เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ก็มีนับไม่ถ้วน  ไม่รวมคาเฟ่สวยๆอีกจำนวนมากซึ่งอยู่สับหว่างกันไปตามความเหมาะสม เหมือนจะรู้ว่าเมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่งที่เราเริ่มเมื่อยล้า คาเฟ่เหล่านี้คอยคุณอยู่เสมอ  หากฉันสามารถทานกาแฟได้นับ10 แก้ว โดยร่างกายไม่พังไปเสียก่อน วันนี้ฉันคงได้แวะทุกที่แน่ๆ

               

          

            Tenoha คอมมูนิตี้มอลเล็กๆที่มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหารรวมถึงร้านค้าที่ขายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องหอม เครื่องเขียน เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงของกิน ที่ราคาจับต้องได้ บรรยากาศภายในร้านดูง่ายๆแต่มีสไตล์ตรงคอนเซปต์เป๊ะๆเลยค่ะ ฉันชอบร้านที่ถัดไปอีกหน่อย ซึ่งเป็นร้านสีหวานอย่าง CouCou ชอปเล็กๆสีลูกกวาดที่มีทุกอย่างเพียง 300 yen (รวมภาษี 315 yen) ที่นี่มีคอนเซปชัดเจนว่า ‘ความน่ารักจะทำให้เรามีความสุข’ ซึ่งมันน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉันได้ยินลูกค้าแทบทุกคนต่างพูดแต่คำว่า “คาวาอิ๊ๆ” เมื่อเปิดประตูร้านเข้ามาเห็นผ้าพันคอผืนเล็กๆสีพาสเทลที่ตั้งตรงทางเข้าไม่รวมสินค้าอีกทุกแขนงชนิดครอบจักรวาลตรงด้านหลังที่ถูกลูกค้าหยิบลงตระกร้าเรื่อยๆ มันน่าจะเป็นความสุขที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและยาวนาน นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร้านนี้  นานแค่ไหนฉันจำไม่ได้ แต่ถุงสีชมพูใบใหญ่ที่หอบออกมาจากร้านทำให้สติฉันกลับมาอีกครั้ง ใช่! ฉันหิวแล้วล่ะ

 

                                                  

               

          

             LOGROAD DAIKANYAMA พื้นที่ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมทางเดินยาว 220 เมตร ถูกเนรมิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ เพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และสบายตา ตั้งแต่ม้านั่งไปจนถึงร้านค้าตลอดทางเดิน ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งร้านค้าสไตล์ใหม่ที่เชื่อมอารมณ์ของการพักผ่อน ไปพร้อมๆกับการผุดไอเดียใหม่ให้กับชีวิตของคุณ ทางเดินภายใน Log road จะมีร้านค้าสไตล์กระท่อมไม้ในป่า ระหว่างทางก็จะถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ตามฤดูกาลและใบไม้สีเขียวสบายตา ดูสดชื่น แม้ฉันจะรู้สึกว่าสีเขียวของที่นี่ทำให้ท้องของฉันร้องหนักขึ้นก็ตามเถอะ ฉันตัดสินใจเลือก ร้านสวยที่ตั้งอยู่ตรงกลางพอดีอย่าง CAMDEN’S BLUE STAR DONUTS เพราะไม่เพียงโดนัทหน้าตาดีระดับมิสเวิลด์จนทำให้ฉันตื่นตาแล้ว ภายในร้านยังมีสิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นของใช้กระจุกกระจิกสมเป็นชอปในญี่ปุ่นให้ฉันตื่นใจที่จะเข้าไปเดินเล่นอีกด้วย

 

 

           

                   

                       แน่นอนล่ะ ฉันจะพักขาที่นี่และเลือกทานเมนู N.1 อย่าง Blueberry Bourbon Basil และ Cointreau Crème Brulee ขณะกำลังละเลียดชิมโดนัท มองดูภายในร้านก็จะเห็นการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์สอดคล้องไปกับพื้นที่ภายนอกทั้งหมด นั่งได้อย่างสบายใจและสบายตา สำหรับคนอยากนั่งทำงานเงียบๆหรือแค่อยากนั่งพักไม่กี่นาที เมื่ออิ่มท้องสบายใจแล้ว ฉันก็เดินออกมาเพลิดเพลินกับมุมต่างๆในย่านไดคังยามะได้อีกอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงจนเริ่มจะหมดวัน ก่อนกลับไปพักผ่อนฉันขอแวะไปหาอีกหนึ่งสัญลักษณ์ตลอดกาลของโตเกียวเสียก่อน นั่นคือ Tokyo Tower

 

    

                    

                    ความสวยชวนเคลิ้มของโตเกียวทาวเวอร์ตราตรึงใจฉันเสมอๆตั้งแต่ดูภาพยนตร์ ไปจนถึงซี่รีย์ที่มีฉากหลังเป็นหอคอยสีแดงแห่งนี้  สถานีรถไฟ Roppongi จึงเป็นสถานีสุดท้ายก่อนกลับ ออกมาจากสถานีจะเจอกับกลุ่มตึกสูงสวยๆเต็มไปหมด โดยจะมีรูปปั้นแมงมุมยักษ์ตั้งอยู่ เรียกย่านนี้รวมๆกันว่า Roppongi Hills ซึ่งถือเป็นย่านที่หรูหราอีกแห่งหนึ่งของโตเกียว ที่นี่จะมีทั้งอาคารสำนักงาน ร้านค้าแบรนด์ดัง แหล่งเที่ยวกลางคืน ร้านอาหาร ผับ บาร์ที่รวมๆกว่า 200ร้าน พิพิธภัณฑ์ Mori Art จุดชมวิว รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์อาซาฮี (TV Asahi) อันโด่งดัง ซึ่งบริเวณนี้สามารถชมวิวโตเกียวทาวเวอร์ได้ 360 องศาเลยทีเดียว โดยมีแหล่งใกล้ๆกันอย่าง Tokyo midtown ซึ่งสร้างอาคารเชื่อมต่อกันจนเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่อีกด้วย จากตรงนี้ห่างไปทางตะวันออกเพียง 1 กิโลเมตรก็จะเป็น Tokyo Tower มุมดีๆสำหรับการยืนดื่มด่ำความสวยงามของหอคอยแห่งนี้มีเต็มไปหมด แม้ลมหนาวและสายฝนจะถาโถมเข้ามาไม่ยั้ง ฉันก็ทำได้แค่วิ่งเข้าไปหลบหนาวภายในพิพิธภัณฑ์โมริ สักครู่เมื่ออุ่นขึ้นก็ออกมาชมไฟประดับที่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆได้อย่างไม่รู้เบื่อ ภาพปิดฉากของฉันในวันนี้สวยงามชวนฝันไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

Day 3 ‘Gala Yuzawa’ 1 day in snow town

            มาเมืองหลวงแบบนี้ทั้งที ใช้ชีวิตในเมืองที่มีแต่ตึกสูงก็คงน่าเบื่อแย่ ปลายมกราคมแบบนี้ ฉันถวิลหาความยะเยือกของหิมะไม่น้อย ท่า Angel wing  ที่อุตสาห์ซ้อมมาอย่างดี หวังเจอลานหิมะกว้างๆจะทิ้งตัวแล้วกวาดให้สวยเลยเชียว เมื่อหวังแบบนี้ 1 วันไปกลับระหว่างโตเกียวและลานสกีสวยๆสักแห่ง ฉันจิ้มได้เลยทันทีที่นี่ Gala Yuzawa ลานสกีที่นี่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น เพราะใกล้โตเกียวเดินทางสะดวกสบาย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ตั๋วรถไฟแบบใหม่ที่เพิ่งออกมาอย่าง  JR Tokyo Wide Pass  เพื่อคนมาเที่ยวภูมิภาคคันโต ทำให้การมาเยือน Gala Yuzawa ง่ายดายขึ้นอีกหลายขุม โดยเฉพาะการได้นั่งชินคันเซ็น รุ่น Max Tanigawa 471 ซึ่งเป็นรถไฟสองชั้นและเชื่อมตรงไปถึงลานสกีเลยนั้น มันคุ้มมาก

 

                    

 

  

          

                    ฉันนั่งชินคันเซ็นเพลินๆราว 75 นาทีก็จะถึงสถานี Gala Yuzawa โลกของที่นี่จะแตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างสุดขั้ว เราจะเจอคนแทบทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กเล็กๆกับครอบครัว วัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่ตอนปลาย หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว  ซึ่งแต่ละคนจะหอบหิ้วอุปกรณ์จำนวนมากมาอย่างช่ำชอง ดูไม่หนัก ไม่เหนื่อย และพร้อมลุยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดจัดเต็ม รองเท้าลุยหิมะ อุปกรณ์กันหนาวทุกรูปแบบ ไปจนถึงสโนว์บอร์ด แต่สำหรับฉันน่ะเหรอ ตรงไหนที่เขียนว่า ให้เช่ารองเท้าและถาดสไลด์ (Sledding Package) นั้นแหละ คืออุปกรณ์ของฉันในวันนี้

 

 

                         ภายในอาคารสถานีรถไฟ คร่าคร่ำไปด้วยนักเล่นสกี และสโนว์บอร์ด รวมไปถึงคนที่ต้องการแค่มาลานสกีและปาหิมะเล่นก็สนุกมากพอแล้ว (อย่างฉัน) ที่นี่จะมีเคาน์เตอร์ขายแพกเกจแตกต่างกันไป (แทบทุกจุดจะมีภาษาไทยตัวใหญ่ๆกำกับไว้ด้วยเสมอ) ห้องเปลี่ยนชุดขนาดใหญ่ ร้านขายของที่ระลึก ออนเซน ร้านอาหารและคาเฟ่ ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก รวมไปถึงสถานีกอนโดล่า ซึ่งการจะขึ้นไปลานสกีได้ เราจะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป โดยแพกเกจส่วนใหญ่จะรวมค่านั่งกระเช้าให้ด้วยเรียบร้อยแล้ว เมื่อเลือกแพกเกจที่ถูกใจได้คุณจะต้องไปลงทะเบียนเพื่อเช่าอุปกรณ์ หลังจากนั้นจึงขึ้นไปชั้น2 ของอาคารเพื่อเตรียมตัวขึ้นกระเช้า ไต่ระดับไปยังลานสกี Yuzawa ได้เลย

 

    

               

                     การนั่งกระเช้าขึ้นไปยังลานสกี ใช้เวลาเพียง 8 นาทีเท่านั้นแต่เชื่อเถอะว่าเป็นช่วงขณะที่แสนจะตื่นเต้นและตรึงใจไม่น้อย ภาพของทิวเขาหิมะขนาดมหึมา ตัดสลับกับแนวต้นสนที่สวยงาม คุณแทบจะตะโกนบอกรักมันตรงนั้นได้เลย ทิวทัศน์สวยๆ360 องศาบนกระเช้าคุ้มค่ากับการเดินทางออกนอกเมืองในวันนี้เสียจริงๆ อึดใจเดียวก็มาถึงอาคารด้านบนของลานสกี ซึ่งจะมีอาคารขนาดใหญ่หนึ่งหลัง ภายในมีร้านอาหารจำนวนมาก และจุดพักผ่อน ส่วนลานสกีกว้างใหญ่ตรงหน้านั้นจะแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งลานกว้างๆเชื่อมต่อกับทางลงเขาจะมีไว้สำหรับนักเล่นมืออาชีพ หรือผู้ที่ชำนาญในการเล่นสกี และสโนว์บอร์ด รวมถึงมีกระเช้าต่อขึ้นไปสำหรับคนที่ต้องการสกีลงมาจากภูเขาสูง ส่วนใครที่ต้องการแค่สัมผัสปุยหิมะที่ว่ากันว่า หิมะของเมืองนี้มีคุณภาพดีมากๆนั้น ก็จะมีโซนเล็กๆอยู่ทางขวามือ ซึ่งฉันต้องไปอยู่ในส่วนนั้น เพื่อป้องกันอันตรายของตัวเราเองและผู้ที่เล่นสกีด้วยค่ะ

                

                    เนินสกีเล็กๆสำหรับผู้ที่เล่นเลื่อนหิมะ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็ก แต่จริงๆแล้วผู้ใหญ่ก็เลือกมาสนุกด้วยวิธีนี้กันเยอะอยู่เหมือนกัน  เสียงหัวเราะลั่นเมื่อต่างคนต่างหกคะเมนตีลังกาลงมาเป็นก้อนกลมๆมีอยู่ทั่วไปหมด บรรยากาศสนุกสนานจนลืมไปเลยว่า อากาศภายนอกนั้นหนาวเย็นเพียงใด หลังจากที่เล่นเลื่อนหิมะจนเหนื่อยและมานั่งพักอยู่ข้างๆโซนสกี กิจกรรมที่ฉันใ ช้เวลาอยู่ต่ออีกนานพอสมควรคือ การได้นั่งชมผู้ที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ดกันอย่างสนุกผ่านตาฉันไปเรื่อยๆ นับสิบนับร้อยคน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่หลายคนน่าจะอายุไม่เกิน 7-8 ขวบด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถสกีลงมาจากภูเขาสูงด้วยลีลาสุดเหวี่ยงในแบบฉบับของแต่ละคน รวมไปถึงภาพการฝึกหัดเด็กๆที่ล้มแล้วล้มอีก แต่ก็ลุกขึ้นมาพร้อมท่าเอียงอาย ก้มหัวขอโทษไป พร้อมขอลองใหม่อีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ มีเด็กหลายคนที่ฉันเฝ้ามองตั้งแต่เค้าตีลังกาลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเค้าสามารถสกีลงมาได้อย่างสวยงามในที่สุด  มันช่างเป็นภาพที่สะท้อนได้ดีถึงจิตวิญญาณนักสู้ของชาวญี่ปุ่น และแน่นอนมันถูกฝังรากมาตั้งแต่คนในวัยเพียงเท่านี้เอง

 

 

                 

 

                    ฉันเที่ยวเพลินอยู่ที่ลานสกีแห่งนี้นานกว่าที่คิดไว้ จนต้องได้เวลากลับโตเกียว ซึ่งอยากแนะนำว่า เมื่อมาถึงให้กะเวลาอยู่และจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับขากลับด้วยนะคะ เพราะถ้าพลาดอาจจะต้องอดนั่งเก้าอี้สบายๆบนชินคันเซ็นแบบฉัน เนื่องจากที่นั่งเต็มค่ะ ฉันเลยต้องโหนรถเมล์ เอ้ย รถไฟชินคันเซ็นกลับโตเกียวอย่างทุลักทุเลเป็นรางวัลการเรื่อยเปื่อย ไม่รักษาเวลาของฉันสำหรับวันนี้ค่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นการเที่ยวที่คุ้มค่า เพราะหากย้อนเวลากลับไปใหม่ ฉันก็คงจะเอ้อระเหยดูนู้นนี่นั่นไปเรื่อยๆ จนหมดวันแบบนี้อยู่ดี ก็ Yuzawa มีเสน่ห์มากกว่าแค่หิมะขาวๆ วิวสวยๆ ฉันยังคงคิดถึงและสัญญากับตัวเองว่าต้องกลับไปอีกแน่ๆ และคราวหน้าฉันอาจจะใจกล้าพอที่จะเริ่มจับอุปกรณ์สกีแล้วตีลังกาลงมาสวยๆกับเค้าบ้างก็ได้นะ

แล้วอย่าลืมไปเที่ยวกันต่อใน Part 2 นะคะ