ไปสักการะฟ้า บูชาเทพเจ้าที่ “หอฟ้าเทียนถาน” มรดกโลกที่น่าอัศจรรย์อีกแห่งใน “ปักกิ่ง”


บันทึกเล็กๆที่หวนนึกถึงทริปที่แสนหนาวเย็นของมีนาคมเมื่อ 3 ปีก่อนในปักกิ่ง

China

ไม่เพียงความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองจีน พระราชวังต้องห้าม จตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังฤดูร้อน และอีกหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมจากคนทั่วโลกที่มาเยือน เมือง ปักกิ่ง ประเทศจีน ยังมีสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และสะท้อนวิถีความเป็นจีนของคนในประเทศนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ที่นี่เดินทางง่ายแสนง่าย ด้วยรถบัสในเมืองและสถานีรถไฟฟ้า (สถานี Tian tan dongmen) ถามใครๆก็รู้จัก เพราะขนาดที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าพระราชวังหลวง รวมไปถึงยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของคนเมืองนี้อีกด้วย “หอสักการะฟ้า หรือหอฟ้าเทียนถาน” นั่นเอง

                      

 

 

 

หอสักการะฟ้า หรือที่เราคนไทยมักเรียกกันว่า หอฟ้าเทียนถาน นั้นถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง ราวปี พ.ศ.1963 โดยมีชื่อว่า เทียนตี้ถัน แปลว่า หอสักการะฟ้าดิน ต่อมาในปี พ.ศ. 2077  ได้มีการสร้างหอสักการะดินขึ้นอีกแห่ง หอฟ้าดินจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหอสักการะฟ้าเพียงอย่างเดียว ครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกฟ้าผ่าจนเสียหายในช่วงปีพ.ศ. 2432 และได้ถูกบูรณะขึ้นในพ.ศ.2449 โดยตัวหอมีความสูงถึง 38 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตรไฮไลท์ที่น่าสนใจคือ ตัวหอไม่ได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ในการก่อสร้าง ซึ่งหอเทียนถานได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2541 หัวใจสำคัญและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้คือเป็นสถานที่บวงสรวงสวรรค์ของจักรพรรดิจีนมาแต่โบราณ ไม่เพียงใช้บวงสรวงสวรรค์ แต่ยังเป็นสถานที่เซ่นไหว้เทพธัญญาหารอีกด้วย ที่นี่กว้างใหญ่กว่าพระราชวังหลวง ถูกกำแพงเตี้ยล้อมรอบ กำแพงด้านใต้เป็นทรงเหลี่ยม ด้านเหนือเป็นทรงครึ่งวงกลม เป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึง ฟ้ากลมแผ่นดินเหลี่ยม

 

 

 

 

ก่อนที่เราจะเดินทางมาถึงจุดชมหอฟ้าเทียนถานแบบใกล้ชิด เราต้องผ่านทางเดินที่ขนาบข้างกับสวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เรียกว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนสูงอายุที่มาหากิจกรรมสนุกๆตามวัยทำกัน ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นลีลาศ เขียนอักษร เล่นกีฬา  โดยเฉพาะกีฬาเบาๆเน้นการใช้สมองอย่างการเล่นไพ่นกกระจอก (มาจอง) อีกด้วย สิ่งนี้เรียกได้ว่า เป็นที่น่าดูชมของนักท่องเที่ยวไม่น้อย กับการเดินไป ชมนักเล่นไป สีหน้าทีเคร่งเครียด ครุ่นคิด และการวางแผนการเล่น  ชวนให้คนที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆวงไพ่นั้นตื่นเต้นไปด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว

 

     

 

กว่าจะผ่านความสนุกของการเฝ้ามองผู้คนที่มีวิถีชีวิตและความสนุกสนานที่แตกต่างกันไปนั้นมาได้  เล่นเอาเป็นชั่วโมงเช่นกัน  แล้วเราก็เดินมาถึงประตูทางเข้า หอสักการะฟ้าเทียนถาน ที่ใหญ่ อลังการ ดูน่าเกรงขามไม่น้อย ครั้งหนึ่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ก็เคยก้าวข้ามประตูนี้มาแล้ว นึกแล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปดูเสียเหลือเกิน เราเชื่อว่า ตอนนั้นคงจะสนุกสนานน่าตื่นตาไปไม่น้อยกว่าภาพที่อยู่ตรงหน้าของเราตอนนี้เลยทีเดียว

 

 

 

การบวงสรวงฟ้าดินมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ยยังอยู่ในยุคสังคมทาสจักรพรรดิจีน สมัยโบราณถือว่าพระองค์เป็น “โอรสสวรรค์” จึงเคารพ บูชาฟ้าดินเป็นอย่างมาก หอฟ้าเทียนถานเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1420 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 14 ปี โดยสร้างเสร็จ พร้อมกับพระราชวังหลวง หลังจากที่ชนเผ่าแมนจูได้ก่อตั้งราชวงศ์ชิงแล้ว ราชสำนักมีความเข้มแข็ง จึงได้ทำการปฎิสังขรณ์หอฟ้าเทียนถานครั้งใหญ่ขึ้น ในค.ศ.1747 จักรพรรดิชิงกาวจงทรง ตัดสินพระทัยสร้างกำแพงเตี้ยทั้งด้านในและด้านนอกขึ้นใหม่ เปลี่ยนจากกำแพงดินเป็นกำแพงก่ออิฐ ตรงส่วน กลางถึงด้านบนสุดของกำแพงก่อด้วยอิฐกำแพงเมืองขนาดใหญ่สองชั้น ตอนบนของกำแพงแท่นบูชาด้านใน ลดความกว้างลงเหลือ 4 ฟุต 8 นิ้ว ไม่ใช้เสาค้ำชายคากำแพง จึงมีลักษณะเป็นระเบียงทางเดินที่มีชายคาลอย หลังจากบูรณะปฏิสังขรณ์ปรับเปลี่ยนแล้ว กำแพงลานแท่นบูชาทั้งด้านในและด้านหน้าต่างก็หนายิ่งขึ้น เส้น รอบวงยาวออกไปอีก 10 กว่าลี้ จึงก่อเกิดเป็นทิวทัศน์ที่งดงามอลังการ สิ่งปลูกสร้างสำคัญอื่นๆโดยรอบ  เช่น หอฉี่เหนียนเตี้ยน ลาน แท่นหยวนชิวถาน ตำหนักหวงฉุงยี่ ต่างได้รับ การบูรณะในช่วงเวลาเดียวกัน หัวใจสำคัญของการออกแบบคือภาพของความกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาของท้องฟ้า เพื่อสื่อถึงความหมายของ “ฟ้า” นั้นสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดในโลก  

 

 

 

ที่นี่เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งที่รอให้คนรุ่นหลังได้เดินทางมารู้จัก และเรียนรู้  เรียกว่า 1 วันก็คุ้มค่าเรียกว่า 1 วันก็คุ้มค่าในการเดินช้าๆเพื่อชมความงามที่ใกล้กับสวรรค์ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ที่นี่เราแนะนำให้เดินทางมาสบายๆไม่ต้องเร่งรีบ มาถึงแล้วก็จะรู้ว่าสามารถเดินเล่นได้เรื่อยๆ เหนื่อยก็พักได้ตลอดทาง มีสิ่งน่าดูชมให้เราอยากแวะไปได้ตลอดทาง ไม่น่าเบื่อเลย ความยิ่งใหญ่ของเมืองแห่งมังกรนี้ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้มาเยือนได้เสมอๆ เมื่อเขียนถึงทุกครั้งก็นึกอยากกลับไปอีกครั้งเสมอ

 

Beijing Trip March 2013